|
วันล้างโลก..ในทรรศนะของพุทธศาสนา
จุดจบของโลก ในทรรศนะของพระพุทธศาสนา
ขอตั้งสมมติฐานว่า จุดจบของโลกอยู่ที่ ๖๐๐๐ ล้านปี และ
จุดจบของโลก กับ จุดจบของสัตว์ที่มีวิญญาณครองต่างกัน
โดยมีเหตุผลและอรรถาธิบาย ยกหลักฐานจากพระคัมภีร์ มาประกอบดังนี้
- ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์บอกว่า โลกใบนี้เกิดมาแล้ว ประมาณ ๔๕๐๐
ล้านปี
- พระพุทธเจ้าตรัส ว่า ในภัทรกัปนี้
โลกใบนี้เคยมีพระพุทธเจ้ามาอุบัติแล้ว ๔ พระองค์ คือ ๑. พระกกุสันธะ
๒. พระโกนาคมนะ ๓. พระกัสสปะ ๔.
พระโคดม(พระพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบัน) นั่นก็เท่ากับว่า ประมาณ
๑,๑๕๐ ล้านปีมีพระพุทธเจ้ามาอุบัติ ๑ พระองค์ ....หลังจากนั้น
โลกจะล้าง เพราะน้ำท่วม,ไฟใหม้ (ภูเขาไฟระเบิด)เป็นยุค ๆไป
(แต่โลกยังไม่แตก) ขณะที่โลกถูกไฟไหม้ และน้ำท่วมนั้น
มนุษย์ส่วนมากจะไปเกิดในชั้นอาภัสสรพรหม(ไปอยู่กับพระเจ้า)
เมื่อภูมิ อากาศและผืนดินอุบัติขึ้นใหม่ ก็จะกลับมาเกิดในโลกอีก
พระพุทธเจ้าตรัสบอกอีกว่า ในกัปของโลกนี้
จะมีพระพุทธเจ้ามาอุบัติเพียง 5 พระองค์ แล้วโลกก็จะแตกพินาศไป
เพราะไฟ ( ดวงอาทิตย์เรียงกัน ๗ ดวง )
นั่นก็แสดงว่า อีกประมาณ ๑๕๐๐ ล้านปีข้างหน้าโลกจะแตกพินาศ
หลังจากพระพุทธเจ้าองค์ที่ 5 คือ พระศรีอริยเมตตรัย อุบัติแล้ว
๑๐๐๐ ล้านปี
แต่สรรพสัตว์มิได้มีจุดจบอยู่แค่นั้น หลังจากโลกพินาศแล้ว
สัตว์ส่วนมากจะไปเกิดในชั้นอาภัสสรพรหม เมื่อโลกอุบัติขึ้นใหม่
ก็จะกลับมาเกิดเป็นสรรพสัตว์ในโลกอีก ดูลายระเอียดได้ใน อัคคัญญสูตรพระไตรปิฎกเล่มที่
๑๐
โลกล้าง กับโลกแตกแตกต่างกัน
อีกประมาณ ๕๐๐ ล้านปีโลกจะล้าง เพราะน้ำท่วม
และไฟไหม้จนมนุษย์ตายหมดโลก ....แต่โลกยังไม่แตก
หลังจากนั้น..ภูมิอากาศของโลกก็จะกลับเข้าสู่สภาวะปกติอีกครั้ง
..มนุษย์ที่ตาย ไปเกิดในอาภัสสพรหม..(ไปอยู่กับพระเจ้า..)
ก็จะกลับมาเกิดในโลกอีกครั้ง..แล้วจะเข้าสู่ยุคอยู่พระพุทธเจ้าองค์ที่
๕ คือ พระศรีอริยเมตตรัย.... หลังจากยุคพระศรีอริยเมตตรัย..ประมาณ
๑๐๐๐ ล้าน ปี โลกจึงจะแตก...
เมื่อโลกแตก....ก็จะเกิดโลกดวงใหม่ต่อไปอีก....สรรพสัตว์ก็จะกลับมาเกิดในโลกดวงใหม่ต่อไปอีก...
เป็นอย่างนี้ไม่มีที่สิ้นสุด
เมื่อธรรมชาติเป็นเช่นนี้
การได้ไปอยู่บนสรรค์กับพระเจ้า..ก็ยังมิใช่ที่ปลอดภัย...เพราะ..???
เพราะเมื่อหมดบุญแล้วก็ต้องกลับไปเกิดในอบายภูมิเป็นส่วนมาก
ปรากฏความในพระคัมภีร์ว่า
ครั้งหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงใช้ปลายพระนขา(เล็บ)ช้อนฝุ่นขึ้นมาเล็กน้อย
แล้วตรัสถามภิกษุทั้งหลายว่า ..ภิกษุทั้งหลาย
เธอเข้าใจความข้อนี้อย่างไร
ฝุ่นที่เราใช้ปลายเล็บช้อนขึ้นมากับแผ่นดินใหญ่นี้อย่างไหนจะมากกว่ากัน
ภิกษุทูลตอบว่า ....ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ แผ่นดินใหญ่นี้แลมากกว่า
ฝุ่นที่ปลายพระนขามีเพียงเล็กน้อย เมื่อเทียบกับแผ่นดินใหญ่แล้ว
คำนวนไม่ได้ เทียบกัน ไม่ได้ หรือไม่ถึงส่วนเสี้ยว
ภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน
สัตว์ที่จุติเทวดามาเกิดในเทวดามีจำนวนน้อย
ส่วนเทวดาที่เคลื่อนจากสวรรค์แล้วไปเกิดในนรก
ไปเป็นเปรตมีจำนวนมากกว่า พวกเทพชั้น เวหัปผลาที่ไม่ได้สดับพุทธธรรมมีอายุประมาณ
๕๐๐ กัป เมื่อสิ้นอายุให้ระยะเวลาที่เป็นกำหนดอายุหมดไปแล้ว
ไปสู่นรกบ้าง ไปสู่แดนเปรตบ้าง
พระองค์ตรัสเปรียบเทียบให้พระภิกษุฟังว่า....
เมื่อพรหมเคลื่อนจากภพของตนแล้ว
ที่จะได้กลับไปเกิดเป็นพรหมอีกหรือไปเกิดในภูมิที่ต่ำลงมามีจำนวนน้อยแต่เทวดาที่ต้องไปตกนรกมีจำนวนมาก...
เทียบได้กับจำนวนฝุ่นที่ปลายเล็บกับผืนดินทั้งปฐพี ฉะนั้น
สรุปว่า ถ้ายังไม่บรรลุอรหันต์เข้าถึงพระนิพพาน
ก็ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ร่ำไป โดยไม่ขึ้นกับศาสนา
หรือศาสดาองค์ใด เพราะนี่คือกฎธรรมชาติ
ถึงไม่มีใครเชื่อก็ยังคงเป็นอย่างนี้ เพราะนี้คือ กฎธรรมชาติ
อ้างอิงข้อมูล..
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ ๒๖. พุทธปกิณณกกัณฑ์ เล่มที่
๓๓ ข้อ ๑ หน้า ๗๒๑
โลกเสื่อม มี ๓ อย่าง คือ (๑)อาโปสังวัฏฏกัป
(กัปที่เสื่อมเพราะน้ำ) หมายถึงกัปที่เสื่อมเพราะน้ำนับแต่ชั้นสุภกิณหพรหมลงมา
(๒)เตโชสังวัฏฏกัป (กัปที่เสื่อมเพราะไฟ) หมายถึงกัปที่ไฟไหม้
นับแต่ชั้นอาภัสสรพรหมลงมา (๓)วาโยสังวัฏฏกัป
(กัปที่เสื่อมเพราะลม) หมายถึงกัปที่ลมพัดทำลาย นับแต่ชั้นเวหัปผลพรหมลงมา
หรือหมายถึงช่วงระยะเวลาที่เปลวไฟดับจนถึงมหาเมฆที่ให้กัปพินาศ (องฺ.จตุกฺก.อ.
๒/๑๕๖/๓๘๔, องฺ.จตุกฺก.ฏีกา ๒/๑๕๖-๑๕๘/๔๒๑, วิสุทฺธิ. ๒/๔๐๖/๕๕)
ดูลายระเอียดได้ใน อัคคัญญสูตร พระไตรปิฎกเล่มที่ 10
ในภัทรกัปนี้มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น ๕ องค์ คือ พระกกุสันธ
พุทธเจ้า พระโกนาคมนพุทธเจ้า พระกัสสปพุทธเจ้า พระโคดมพุทธเจ้า พระเมตเตยยพุทธเจ้า
(ขุ.อป.อ. ๒/๒๒๕/๓๓๐)
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต สัตตสุริยสูตร เล่มที่ ๒๓
ข้อ ๖๖ หน้า ๑๓๔
ศาสนาพุทธมิใช่ว่าปฏิเสธเรื่อง พระเจ้า แต่ไม่ให้ความสำคัญ
และไม่ใส่ใจที่จะไปพึ่งพายึดถือ
เพราะพระพุทธเจ้าทรงรู้แจ้งกฎธรรมชาติว่า
การได้เป็นเทพหรือการไปเกิดอยู่ในวิมานในสวรรค์กับพระเจ้าแล้ว....ก็ยังมิใช่สุขแท้สุขถาวร
ที่ไม่ต้องกลับมาเป็นทุกข์อีก คือ
แม้จะได้เกิดเป็นเทวดาแล้วก็ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ ตกนรกบ้าง
ขึ้นสวรรค์บ้าง
ถ้ายังต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ก็มีโอกาสที่จะตกนรกอีก
เพราะคนที่เกิดมาแล้วไม่ทำบาปเลยไม่มี
ศาสนาพุทธมุ่งศึกษาแต่ในประเด็นว่า ทำอย่างไรจึงจะหลุดพ้นไปจากกฏเกณฑ์ทั้งปวงได้
ไม่ต้องยอมสยบอยู่กับอำนาจใด ๆ ทั้งสิ้น
ในที่สุดพระพุทธเจ้าก็ทรงค้นพบวิธีการนั้น นั่นก็คือ
การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน
ที่สามารถปฏิบัติให้เห็นผลได้จริงในชาติปัจจุบัน
ผู้ปฏิบัติสามารถพิสูจน์ให้เห็นจริงได้ด้วยตนเองในชาตินี้
ไม่ต้องรอให้ตายเสียก่อน ซึ่งมีพระอริยเจ้าในพุทธศาสนาสามารถพิสูจน์ทราบจนเห็นประจักษ์
แล้วนำออกเผยแผ่ สืบทอดต่อ ๆ กันมาทุกยุคทุกสมัย จนถึงปัจจุบัน
บทสนทนาระหว่างพระพุทธเจ้า กับ
พระเจ้า..ผู้สร้าง
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย พรหมนิมันตนิกสูตร พระไตรปิฎก
..เล่มที่ ๑๒ ข้อ ๕๐๑
สมัยหนึ่ง พระผู้มีภาคประทับอยู่ ณ วัดเชตวัน
ได้ตรัสเรื่องนี้เล่าให้พระ ภิกษุทั้งหลายฟังว่า
......ภิกษุทั้งหลาย สมัยหนึ่ง เราอยู่ที่โคนสาละใหญ่ในป่าสุภคะใกล้เมืองอุกกัฏฐา
ในสมัยนั้น พรหมเจ้าเกิดความคิดขึ้นมาว่า แดนสวรรค์แห่งนี้
เที่ยงแท้ ยั่งยืน มั่นคง แข็งแรง มีความไม่เคลื่อนไปเป็นธรรมดา
แดนสวรรค์แห่ง นี้ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่ตาย ไม่จุติ ไม่อุบัติ ก็แล
สถานที่ไปให้พ้นจากทุกข์ นอกจากแดน สวรรค์แห่งนี้ไม่มีอีก
เราอันตรธานจากโคนต้นสาละไปปรากฏในพรหมโลกนั้น
พรหมได้เห็นเรามาแต่ไกล จึงได้กล่าวว่า พระคุณเจ้า
เชิญมาทางนี้เถิด
กล่าวอีกว่า ท่านน่าจะมา ที่นี้นานแล้ว แดนสวรรค์แห่งนี้ เที่ยง
ยั่งยืนมั่นคง แข็งแรง ไม่มีความเปลี่ยนแปลง
แดนสวรรค์แห่งนี้ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่ตาย ไม่จุติ ไม่อุบัติ
สถานที่ไปให้พ้นจากทุกข์ นอกจากแดนสวรรค์แห่งนี้ไม่มีอีก
เมื่อพรหมเจ้ากล่าวอย่างนี้ เราได้กล่าวว่า ท่านพรหม
ท่านเข้าใจผิดแล้วหนอ เพราะท่านกล่าวสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง
กล่าวสิ่งที่ไม่ยั่งยืนว่ายั่งยืน
กล่าวสิ่งที่ไม่มั่นคงว่ามั่นคง กล่าวสิ่งที่เปลี่ยนแปลงว่า
มีความไม่การเปลี่ยนแปลง
ขณะนั้นเอง เทวดาท่านหนึ่งกล่าวแทรกว่า ภิกษุ ๆ
ท่านอย่ากล่าวรุกราน พรหมเจ้านะ ๆ เพราะว่าพรหมผู้นี้เป็นมหาพรหม
เป็นใหญ่ ฝ่าฝืนไม่ได้ เป็นผู้รู้ทั่ว
สรรพสัตว์ให้เป็นไปในอำนาจของท่าน เป็นอิสระ เป็นผู้สร้างโลก
นิรมิตโลก เป็นบิดาของเหล่าสัตว์ สมณพราหมณ์พวกก่อน ๆ
ได้เคยติเตียนท่านพรหมเจ้า หลังจากตายแล้ว สมณพราหมณ์เหล่านั้นได้ไปเกิดในนรกเชียวนะ..
ส่วนสมณพราหมณ์ที่สรรเสริญ ชมเชยท่านพรหมเจ้า หลังจากตายแล้ว สมณพราหมณ์เหล่านั้นจะไปเกิดในพวกที่ดี
ภิกษุทั้งหลาย! เพราะเหตุนี้ เราจึงบอกท่านว่า เชิญเถิด
ท่านจงทำตามที่พรหมเจ้า บอกเท่านั้นเถิด
ท่านจงอย่าฝ่าฝืนคำของพรหมเจ้าเลย ถ้าท่านจักฝ่าฝืนคำของพรหมเจ้า
โทษจักมีแก่ท่าน เปรียบเหมือนบุรุษเอาท่อนไม้ไล่ ตีสิริที่มาถึง
เชิญเถิด ท่านจงทำตามคำที่พรหมเจ้าบอกเท่านั้น ท่านจงอย่าฝ่าฝืนคำ
ของพรหมเลยนะ ท่านเห็นเทวดาจำนวนมากมายมาประชุมกันแล้วมิใช่หรือ
เราจึงได้ตอบไปว่า ท่านเทพ.. เรารู้จักเรื่องราวของท่านดี
ท่านอย่าเข้าใจว่า พระสมณะไม่รู้จักเรา ท่านอย่าคิดว่า พรหมก็ดี
เทพทั้งหลายก็ดี ทั้งหมดนั้นตก อยู่ในอำนาจของท่าน
แม้พระสมณะก็ต้องอยู่ในอำนาจของเรา แต่ว่า เราไม่ได้
ตกอยู่ในอำนาจของท่านหรอกนะ
ภิกษุทั้งหลาย เมื่อเรากล่าวอย่างนี้แล้ว พรหมเจ้าได้กล่าวว่า
เรากล่าวสิ่ง ที่เที่ยงว่าเที่ยง กล่าวสิ่งที่มั่นคงว่า มั่นคง
กล่าวสิ่งที่ยั่งยืนว่า ยั่งยืนฯลฯ.... แต่ทำไม
ท่านกลับกล่าวคัดค้าน สมณพราหมณ์อย่างพวกท่านได้มีอายุนานทั้งสิ้นมี
ีประมาณเท่าใดกัน?? กรรมที่ทำด้วยตบะของสมณพราหมณ์อย่างพวกท่านมีเท่าใด
กัน สมณพราหมณ์อย่างพวกท่านรู้วิธีการสลัดออกจากทุกข์อย่างยิ่งอื่นอีก
หรือ ???
รู้การสลัดออกจากทุกข์อย่างยิ่งอื่นอีก(ซึ่งต่างไปจากที่เรารู้)...หรือ????
ภิกษุทั้งหลาย เราตอบพรหมไปว่า ท่านพรหม แม้เราก็รู้อย่างนี้ว่า
ถ้าเรา จักกลืนกินแผ่นดิน
เราก็จักชื่อว่าเป็นผู้นอนในที่อยู่ของท่าน ท่านพึงสั่งได้ตาม
ประสงค์ ฯลฯ ..ใช่แต่เท่านั้น
เรายังรู้อีกถึงคติและรู้ความรุ่งเรืองของท่านว่า
พรหมเจ้านี้เป็นผู้มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากอย่างนี้
มีศักดิ์มากอย่างนี้
พรหมเจ้าถามเราอีกว่า ท่านภิกษุ
ท่านรู้คติและรู้ความรุ่งเรืองของเราว่า
พรหมเจ้านี้มีฤทธิ์มากอย่างนี้ พรหมเจ้านี้มีอานุภาพมากอย่างนี้
ได้อย่างไร?
เรา(พระพุทธเจ้า)กล่าวว่า
ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ย่อมโคจรส่องทิศทั้งปวงให้สว่าง เท่าใด
อำนาจของท่านย่อมเป็นไปใน ๑,๐๐๐จักรวาลเพียงเท่านั้น
ท่านพรหม..เรารู้คติและรู้ความรุ่งเรืองของท่านว่าเป็นอย่างนี้
ท่านพรหม.. หมู่พรหมอื่นมีอยู่อีกมาก ท่านไม่รู้จัก
ไม่เห็นพรหมเหล่านั้น แต่..เรารู้ เราเห็น หมู่พรหมอื่น ๆ ก็มีอยู่
ท่านเคลื่อนแล้วจากที่ใดมาอุบัติแล้วในที่นี้
ท่านมีสติหลงลืมไปเพราะอาศัยอยู่กับที่นานเกินไป เพราะเหตุนั้น
ท่านจึงไม่รู้ ไม่เห็นหมู่พรหมอื่น ๆ นั้น แต่เรารู้..
เราเห็นหมู่พรหมนั้น
(อ่านต่อ เล่มที่ 12 ข้อ 501)
เรื่องต่างๆที่เกี่ยวกับโลกและจักรวาล
พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ในพระสูตรต่างๆในพระไตรปิฎกหลายพระสูตร
ช่น
๑. อัคคัญญสูตร ว่าด้วยเรื่องกำเนิดของโลก กำเนิดของมนุษย์
และวรรณะทั้ง ๔ หน้า ๖๑ เล่มที่ ๑๑ พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย
๒. จูฬนีสูตร ว่าด้วยเรื่องจักรวาลหน้า ๑๒๕ เล่มที่ ๒๐
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย
๓. สุริยสูตร ว่าด้วยเรื่องในอนาคตพระอาทิตย์จะเกิดขึ้นครบ ๗
ดวง และการพินาศของโลกหน้า ๘๓ เล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย
๔. อุปสถสูตร ว่าด้วยสวรรค์ ๖ ชั้น หน้า ๑๙๕ เล่มที่ ๒๐
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย
๕. พาลบัณฑิตสูตร ว่าด้วยผลกรรมของคนชั่วและคนดี
เรื่องนรกขุมต่างๆ สัตว์เดียรัจฉานจำพวกต่างๆ
และพระเจ้าจักรพรรดิ หน้า ๒๓๙ เล่มที่ ๑๔ พระสุตตันตปิฎก
มัชฌิมนิกาย
๖. เทวทูตสูตร ว่าด้วยพญายมซักถามสัตว์นรก และนรกขุมต่างๆ หน้า
๒๓๙ เล่มที่ ๑๔พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย
๗. สังขารูปปัตติสูตร ว่าด้วยสวรรค์ ๖ ชั้น รูปพรหม ๑๖ ชั้น
อรูปพรหม ๔ ชั้น หน้า ๑๗๒ เล่มที่ ๑๔ พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย
๘. ฌานสูตรที่ ๑๒ ว่าด้วยอายุของรูปพรหม๔ชั้นหน้า ๑๒๕ เล่มที่
๒๑ พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย
๙. อาเนญชสูตร ว่าด้วยอายุของอรูปพรหม ๓ ชั้น หน้า ๒๕๔ เล่มที่
๒๐ พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย |
|